หมวกกันกระแทก (จักรยาน)

สมัยเด็กๆ เคยมีประสบการณ์ ปั่นจักรยานแล้วโดนรถชนเกือบตาย โตมาเลยฝังใจ
ว่าปั่นจักรยานบนถนนมันอันตราย หากไม่มีหมวกกันกระแทก
ปั่นมา 2-3 วันเริ่มเสียวๆ กลัวๆ

ก็เลยคิดว่าต้องหา หมวกมาใส่ซะแล้ว ไม่งั้นปั่นไปก็ไม่สนุกมัวแต่กลัว
ครั้นจะซื้อเองก็ ไม่มีตัง เพราะเอาไปซื้อรถหมดไปแล้ว  😯 (กรุณาเพื่อเงินไว้ก่อนซื้อจักรยาน)
อย่ากระนั้นเลย จำต้องไป ออดอ้อนคุณแฟน ให้ซื้อให้แทน เหอะๆ


 ผมหา search หาข้อมูลอยู่พอสมควร จึงได้ข้อสรุปดังนี้

  • หมวกจักรยาน ถูกออกแบบให้ “ลดความเร็วของหัวเราที่จะกระทบกับพื้น”
    ไม่ได้มีใว้เพื่อกันหัวแตก  😯
  • เมื่อหัวกระทบพื้นแล้ว ต้องไม่กระดอนขึ้นมา เพราะแบบนั้นมันอันตรายต่อสมอง
  • หมวกส่วนใหญ่ นิยมผลิตจากโฟม เพราะน้ำหนักเบา ใส่สบาย เมื่อล้มแล้วโฟมจะยุบตัว
    ซับแรงกระแทกแทนหัวเรา หลังจากล้มจะ ส่วนใหญ่จะแตก เพราะมันออกแบบให้กระจายแรงกระแทก
    แล้วแตกออก
  • หมวกมีรูเยอะๆ เพราะลดน้ำหนักโฟม เพื่อความสะบาย และลดต้นทุน การผลิต
    มีการออกแบบให้เป็นแนวคานรับแรงกระแทกทดแทน เนื้อโฟมที่ถูกเจาะออกไป
    (กลไกตลาดหลอกเราว่า ให้คิดว่าหมวกรูเยอะยิ่งแพง ซึ่งมันไม่จริง หมวกเชยๆ กลมๆตะหากที่ปลอดภัยสุด)
  • พลาสติกที่เคลือบบนหมวก ไม่ได้ช่วยกันกระแทก แต่มีไว้ให้ช่วยลู่ลม และกันเศษหินกระเด็นมาโดน
  •  หมวกต้องเลือกให้พอดีหัวเป๊ะ ถ้าหลวมไป เวลาล้ม หัวเราจะกระแทกหมวกก่อน
    และกระแทกพื้นอีกรอบ โดน 2 เด้ง เจ็บ 2 เท่า
  • รูปร่างหน้าตา ราคาหมวกที่แพง โฟมนิ่ม-อ่อน ไม่ได้การันตีความปลอดภัยของมันเสมอไป
    หมวกที่ดีต้องมี “เครื่องหมายรับรองมาตรฐานความปลอดภัย”
  • ล้มแล้วควรทิ้งเลย ถึงหมวกไม่แตกก็ตาม เพราะมันอาจจะร้าวข้างใน
  • หมวกที่พอดีควรใส่แล้ว หน้าหมวก เกือบแตะคิ้ว เพราะมันจะปกป้องหน้าผากเราได้
  • อย่าซื้อหมวกที่ไม่ได้ลอง เพราะแต่ละยี่้หอไซด์ไม่เหมือนกัน และหัวเราก็มักจะ โหนก นูนไม่เท่ากัน
  • อย่าซื้อหมวกมือ 2 เพราะมันอาจจะเคยล้มมาแล้ว แล้วเอามาหลอกขายเราก็เป็นได้
  • หมวกจักรยานทางเรียบ และจักรยานภูเขา จะต่างกันตรงที่ หมวกจักรยานภูเขา จะมีรูเล็กกว่า
    ป้องกันกิ่งไม้-ก้อนหินกระเด็นเข้ามาโดนหัว และมีที่บังแดด
  • หมวกแอร์โร่ไดนามิก แพงๆ ไม่จำเป็นสำหรับเราหากไม่ใช่นักกีฬาทีมชาติ
  • หมวกกันกระแทกมีอายุของมัน ไม่เกิน 5 ปี ถึงจะไม่เคยล้ม แต่ก็ควรจะเปลี่ยนใบใหม่

สนใจอ่านเพิ่มเติมโดยละเอียดเชิญ ที่นี่ครับ ละเอียดมาก
http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=168378

สำหรับผม เลือกไปร้าน probike ที่สวนลุม เพราะมีให้ลองหลายแบบ หลายราคาให้เลือก
แถมเดินทางสะดวก แค่นั่งรถไฟฟ้า ลงสถานี ราชดำริ แล้วเดินชิวๆ ไปอีกนิดหน่อย
ไปทีเดียวจะได้ไม่เสียเวลา เลยไปได้เจ้านี่มา giro indicator (1650 บ.) เพราะคุณแฟนให้งบแค่ 2,000 😀

สิ่งสำคัญ ยังไงก็ควรไปลองด้วยตัวเอง เพราะถึงหน้าตามันจะเหมือนๆกัน
แต่พอลองแล้ว จะรู้สึกได้ทันทีว่า ใบไหนที่เหมาะกับเราที่สุด
โชคดีทุกท่าน 😀